กลองสะบัดชัย

0
3627

กลองสะบัดชัย ศิลปการแสดงกลองสะบัดชัย การแสดงพื้นบ้านล้าน

การตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธได้ประกอบในการตีด้วย ทำให้การตีกลองสะบัดชัย เป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ดูชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

นับได้ว่าศิลปะการตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะที่นำชื่อเสียง ทางด้านวัฒนธรรมสู่ล้านนาไม่น้อย บทบาทของกลองสะบัดชัยตอนนี้ คืออยู่ในฐานะ ‘การแสดง’ และก่อนที่จะมาเป็นการแสดงนั้น กลองสะบัดชัยได้พัฒนามาแล้วทั้งหน้าที่ รูปร่างลักษณะ จังหวะและการตี กลองสะบัดจะใช้ตีในโอกาสต่าง ๆ ได้แก่ เป็นสัญญาณโจมตีข้าศึกหรือบอกข่าวสารในชุมชน งานมหรสพหรืองานบุญ การประโคมฉลองชัยชนะ และเป็นการประโคมเพื่อความสนุกสนาน

กลองสะบัดชัยเป็นกลองที่มีประวัติยาวนาน จนขาดข้อมูลที่ชัดเจน ดังนั้นการศึกษาประวัติของกลองสะบัดชัยจึงเป็นการฟังจากเรื่องเล่าที่ผูกพันกับตำนานและแฝงคติความเชื่อเข้าไป

ตำนานกลองสะบัดชัย กับการปราบยักษ์

หากจะเล่าถึงประวัติของกลองสะบัดชัย ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือพ่อครูด้านกลองจะไม่เล่าถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงว่าใครเป็นผู้คิด มีวิวัฒนาการมาจากกลองอะไร แต่จะเล่าเป็นตำนานเก่าแก่ว่า ในอดีตบ้านเมืองที่เคยสงบสุขบนโลกมนุษย์ก็ต้องวุ่นวาย ผู้คนพากันหวาดกลัว เนื่องจากมียักษ์ตาทิพย์ออกมาปรากฏตัว และกินคน ดังที่มาณพ ยารณะ (เครือข่ายสืบสานภูมิปัญญาล้านนา : วีดิทัศน์) หรือพ่อครูพันเล่าว่า

“ยักษ์จะลงมากินคน ทุกวันพระลงมากินคน 1 คน เป็นยักษ์ตาทิพย์ พระอินทร์จึงร้อนใจ มนุษย์เดือดร้อนอะไรถึงได้ตีกลองให้ได้ยิน มองลงมาก็เห็นยักษ์มากินคน พระอินทร์จึงแปลงกายมาเป็นคนธรรมดาลงมา
บนโลก ตอนที่ยักษ์จะมากินคน กินไปแล้วหนึ่งคน แล้วก็จะกินผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พระอินทร์จึงท้าว่า ถ้าวันพระครั้งหน้าไม่พบผู้หญิงคนนี้ ให้เลิกกินคน ยักษ์ก็รับคำท้ามั่นใจว่านำผู้หญิงคนนี้ไปซ่อนที่ไหนก็ต้องพบ เพราะเป็นยักษ์ตาทิพย์ พระอินทร์ก็สร้างคาถา เขียนติดขอบกลองทุกใบแล้วเอาผู้หญิงไปซ่อนไว้ในกลอง ยักษ์ก็ลงมาจะมากินผู้หญิง พระอินทร์ก็แปลงกายมาเป็นคนอีก แล้วมาตีกลองเป็นคาถาธรรม ยักษ์ก็เลยไม่เห็น จึงแพ้ไป หนีไปเลย เมื่อยักษ์ไม่มาพระอินทร์ก็หมดธุระ จึงชี้ไปที่กลองแล้วบอกว่า นี่แหละ กลองชัยมงคลของพวกเจ้า แล้วก็ไปเลย”

รูปลักษณ์ของกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัย เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผน เร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย ทำให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

บทบาทของกลองสะบัดชัย

อาจกล่าวได้ว่า การตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ได้นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัย จึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่างๆ เช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมือง และขบวนแห่ ฯลฯ
แต่โอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิม มาจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณคดีต่างๆ มากมาย สรุปได้ดังนี้

1. ใช้ตีบอกสัญญาณ

การใช้กลองสะบัดชัยตีบอกสัญญาณนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้

1.1 สัญญาณโจมตีข้าศึก ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระญามังราย ตอนขุนครามรบพระญาเบิกที่เมืองเขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมืองเชริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้าย ยกพลเข้าโจมตี กล่าวว่า “เจ้าขุนครามแต่งกลเสิก็อันนี้ แล้วก็หื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้ง (ค้อง) ตีกลองชัย ยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิก ยู้ขึ้นมาวันนั้นแล” กลองชัยในที่นี้ คือ กลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า “สะบัดชัย” ตีคู่กับค้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเดียวกันผูกที่ 4 สมัยพระญาสามฝั่งแกนครองเมืองเชียงใหม่ พระญาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสน ชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล “ยามแตรจักใกล้เที่ยงวันหร้อ (ฮ่อ) ยกพลเสิก็เข้ามาชาวเราจิ่งเคาะคล้อง (ค้อง) ตีสะบัดชัย ยกพลเสิก็กวมปีกกากุมติดไว้” และในสมัยพระญาติโลกราช ตอนหมื่นด้งนครรบชาวใต้ (สองแคว) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว กล่าวว่า “หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้ง ตีสะบัดชัย เป่าพูลุ ลาภา ปลี่หร้อยอพลเสิก็เข้า ฝูงอยู่ฅุ่มไม้ก็สว่ายแดงช้างตีจองวองยู่ข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก”
1.2 สัญญาณบอกข่าวในชุมชน วรรณกรรมไทเขินเรื่อง “เจ้าบุญหลง” ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจรนครผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพระญาเจ้าเมือง อำมาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ “อามาตย์แก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าว ฅอนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอด รู้รอดเสี้ยงปัญจรนคร” และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปันจัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนร่วมด้วย “เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ ตนฅำ ปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดชัยตีป่าว กล่าวไพร่ฟ้ามามวล”

2. เป็นมหรสพ

วรรณกรรมเรื่อง อุสสบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมทัตราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวน อุทยานก็มีการเล่นมหรสพ “มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหสรพหลายประการต่างๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดชัยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับ ฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน”

ในวรรณกรรมประเภทคร่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงศ์ ตอนมีงานสมโภชเจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมือง กล่าวถึงการเล่นมหรสพต่างๆ ซึ่งมีกลองสะบัดชัยด้วยว่า

“เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้น
กลองสะบัดชัย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเชิงต่อยุทธ์
ชนผัดหลัง แล้ววางอาวุธ พิฆาตข้าฟันลอง”

และ แม้ในงานศพของกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็นมหรสพ เช่น ที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวซอเรื่อง “ก่ำกาดำ” ตอนงานศพพระญาพาราณสี

“เชิญพระศพมา ฐานาตั้งไว้ กลางข่วงกว้างเมรุไชย
ฟังดูกลองค้อง พิณพาทย์เสียงใส เภรีบัดไชย สรรญเสริญเจ้า”

3. เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ

วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่ 12 ตอนพระขิตราชรบศึกชนะก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง “ส่วนว่าริพลโยธาพระขิตราชก็ตีกลองสะบัดชัยเห ล้นม่วน โห่ร้องอุกขลุกมี่นันนัก เสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนัก ปุนกระสันใจเมืองพานมากนัก” อีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า “ส่วนพระขิตราช…มีไชยยุทธ์ หากได้แล้วก็ตีค้องกลองสะบัดชัยสงวนม่วนเหล้น กวัดแกว่งดาบฟ้อนไปมา”

4. เป็นเครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน

ในวรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องอุสสาบารส มีการตีกลองสะบัดชัย ดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างจากการรบ ดังปรากฏในโคลงบทที่ 130 ว่า
“พลท้าวชมชื่นเหล้น สะบัดชัย อยู่แล
มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า
ทัพหลวงแห่งพระขิต ชมโชค พระเอย่
กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร”

บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าว แสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักรกษัตริย์หรือเจ้าเมืองและกองทัพ ทั้งนั้น ต่อมาเมื่อสถาบันกษัตริย์เจ้าเมืองของ

ล้านนาถูกลดอำนาจจนสูญสิ้นไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูง จึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ “ศาสนจักร” ซึ่งมีบทบาทคู่กับ “อาณาจักร” มาตลอด ศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือตีเป็น “พุทธบูชา” จนได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กลองปูชา (อ่าน “ก๋องปู๋จา”) เวลาตีก็บอกว่า “ตีกลองปูชา” กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า ตีกลองสะบัดชัย อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้หน้าที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น “สัญญาณ” เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน ข่าวสารต่างๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง (เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกประชุมสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉิน สัญญาณบอกวันโกน วันพระ และหน้าที่รองลงมาที่เกือบจะสูญหายแล้วคือใช้ใน “มหรสพ” ซึ่งเหลือเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ที่เรียกว่า ทานกวยสลาก (อ่าน “ตานก๋วยสะหลาก”) แม้จะพบว่ามีการปรากฏตัวในฐานะมหรสพ ในสถานที่อื่นนอกเหนือจากวัด แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับไป

ประเภทของกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัยหรือกลองชัยเป็นกลองที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นและถูกใช้คู่ กับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนามาเป็นเวลานาน จนไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ว่ากลองสะบัดชัยแบบดั้งเดิมมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร อย่างไรก็ดีสนั่น ธรรมธิ (2537:33-34) แบ่งกลองสะบัดชัยที่พบเห็นได้ในปัจจุบันเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี

กล่าวโดยสรุปกลองสะบัดชัยในปัจจุบันนี้มี 3 ประเภทคือ

1. กลองสองหน้าขนาดใหญ่ มีลูกตุบที่มักเรียกว่า “กลองปูชา” แขวนอยู่ในหอกลองของวัดต่าง ๆ ลักษณะการตีมีจังหวะหรือทานองที่เรียกว่า “ระบ่า” ทั้งช้าและเร็ว บางระบามีฉาบและฆ้อง บางระบามีคนตีไม้แสะประกอบอย่างเดียว

2. กลองสองหน้า มีลูกตุบและคานหามซึ่งเป็นกลองที่จาลองแบบมาจากประเภทแรก เวลาตีผู้ตีจะถือไม้แสะข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งถือไม้ตีกลอง การตีลักษณะนี้อาจมีฉาบและฆ้องประกอบหรือไม่มีก็ได้ ปัจจุบันกลองสะบัดชัยประเภทนี้เกือบสูญหายไปแล้ว ผู้ที่ตีได้และยังมีชีวิตอยู่ (2548) เท่าที่ทราบคือ ครูมานพ (พัน) ยารณะ ซึ่งเป็นศรัทธาวัดสันป่าข่อย อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

3. กลองสองหน้า มีคานหาม ไม่มีลูกตุบ มีฉาบ ฆ้อง ประกอบจังหวะ และมักมีนาคไม้แกะสลักประดับซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายปัจจุบัน

กลองสะบัดชัยทั้ง 3 ประเภท ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูให้หวนกลับมาสู่ความนิยมอีก โดยประเภทแรกนอกจากจะมีการสอนให้ตีและมีบทบาทในวัด ก็ได้มีการนาเข้าสู่ขบวนซึ่งอาจมีการเคลื่อนย้ายโดยยกขึ้นค้างแล้วติดล้อเลื่อน ประเภทที่สองมีการเผยแพร่และกาลังเป็นที่นิยม สาหรับประเภทสุดท้ายก็ปรากฏแพร่หลายจนเกือบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลองล้านนา

ชมการตีกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัย ถวายพระพร

การตีกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัยรางวัลชนะเลิศ คณะเยาวชนวัดชัยสถาน (ป่าเสร้าน้อย) ตำบลสูนปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

กลองสะบัดชัยรางวัลชนะเลิศ คณะเยาวชนวัดชัยสถาน(ป่าเสร้าน้อย) ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (๐๕๓) ๘๘๗๒๔๙, ,๐๘๔-๖๑๐๖๐๔๑ (ฟอร์ด) ,การประกวดศิลปะการตีกลองสะบัดชัย งานสืบสานมรดกไทย เทิดเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ณ บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ เทิดพระเกียรติเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

ความคิดเห็นจากวิดีโอ คุณบิ๊กบี นินจา : กลองสะบัดชัย แปลเป็นไทยก็มีความหมายถึง การตีกลองเรียกขวัญกำลังใจเพื่อชัยชนะ จังหวะและท่าทางการฟ้อนในการตีกลองสะบัดชัยนี้ เมื่อก่อนเอาไว้ปลุกใจ นักรบ ก่อนออกศึก ทางเหนือ จะเก่งเรื่องการใช้ดาบ 2 มือมาก ท่าทางการตีกลองจึงมีความคล้ายคลึงกับการควงดาบ และทุกท่าการเร่งรำ นำมาจากทักษะการซ้อมรบด้วยดาบ 2 มือ เมื่อนักรบได้เห็นท่าร่ายรำ จากการตีกลองจะทำให้นักรบทบทวนกระบวนดาบกระบวนมวยเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง นักรบจะได้ทั้งความบรรเทิง คนความหึกเหิม และความรู้จดจำทบทวนทักษะความรู้ในการรบที่ฝึกฝนมา พร้อมกันทั้งหมดไปในตัว คนเมื่อก่อนมักจะคิดอะไรหลักแหลมมากกว่าที่เราคิดน

ประชันกลองสะบัดชัย

สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ต้นฉบับ : http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/04/12/