กุมภัณฑ์

0
4785

ไหนๆ เราก็รู้จักเรื่องราวของเหล่าคนธรรพ์กันมาแล้ว คราวนี้ลองมารู้จักกับพวกกุมภัณฑ์กันบ้าง ว่าพวกเขาเป็นใคร มีภูมิประวัติความเป็นมาอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วกุมภัณฑ์เป็นใครเราทุกคนต่างก็ไม่รู้ เพราะคำจำกัดความของกุมภัณฑ์นั้นมีน้อยมาก อาจเป็นเพราะลักษณะของกุมภัณฑ์นั้นค่อนข้างน่ากลัว ผู้คนจึงไม่อยากเอ่ยถึง ไม่เหมือนยักษ์ที่ระบุลงตัวให้เห็นได้อย่างชัดเจนแต่ผู้คนกลับกลัวน้อยกว่า คงเป็นเพราะท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในยักษ์ทั้งหลายมีจิตใจเป็นธรรมและมีเมตตาต่อมนุษย์ มักประทานสิ่งของวิเศษหรือเงินทองเป็นต้นเมื่อยามที่ท่านทดสอบมนุษย์เหล่านั้น กุมภัณฑ์จัดเป็นเทวดากลุ่มหนึ่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา แต่ไม่ถึงกับเป็นเทวดาไปเสียทีเดียว จึงต้องเสวยผลกรรมรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีรูปร่างลักษณะไม่ทั่วไปเช่นกับเทวดาอื่นๆ กลับมีรูปร่างลักษณะตามภพภูมิที่ตนสถิต โดยกุมภัณฑ์นั้นจะแบ่งได้เป็นหลายพวกด้วยกันและมีหน้าที่แตกต่างกันไป กุมภัณฑ์ชั้นสูงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเป็นผู้มีฤทธิ์มากจะมีรูปร่างกายาเหมือนเทพหรือมนุษย์ พวกนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร ส่วนกุมภัณฑ์ชั้นกลางเป็นเทวดาอยู่ตามป่าเขามือถือกระบองใหญ่ ทำหน้าที่รักษาทรัพย์ในดิน ป่า ภูเขา มีรูปร่างกำยำแต่มีท้องใหญ่จนมองดูคล้ายว่ามีลูกอัณฑะใหญ่เท่าหม้อจึงเป็นที่มาของชื่อ “กุมภัณฑ์” มีอาณาเขตของตนเองให้รักษาโดยห้ามผู้ใดเข้ามากล้ำกรายอย่างเด็ดขาด คล้ายว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาแต่ไม่ใช่ซะทีเดียว และในชั้นล่างนี้จะเป็นกุมภัณฑ์ที่พูดถึงมากที่สุดเพราะมักปรากฏกายให้มนุษย์ได้พบเห็น กระทั่งนำไปเขียนเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมายในวรรณคดี มีที่สถิตอาศัยอยู่ตามแม่น้ำเรียกกันในนามว่า “รากษส” (ราก-สด) พวกนี้ค่อนข้างน่ากลัว จะมีลักษณะตัวโต หน้าแดง ท้องเขียว มือเท้าแดง เขี้ยวใหญ่ เท้าคด มีนิสัยดุร้ายชอบกินเนื้อสัตว์เป็นนิจ โดยไม่พึงปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากได้กินเนื้อสัตว์เท่านั้น มีหน้าที่คล้ายกุมภัณฑ์ชั้นกลางคือรักษาทรัพย์สมบัติต่างๆ มีแก้วมณี เป็นต้น และยังรักษาป่า ภูเขา แม่น้ำ ถ้ามีผู้ใดล่วงล้ำก็ให้โทษต่างๆ

คราวนี้จะกล่าวถึงตำนานการเกิดของพวกรากษส โดยว่ากันตามตำนานปรากฏไว้ดังนี้ พวกรากษสนั้นถือกำเนิดมาจากสายของพรหมฤษีปุลสัตยะ มีแม่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าอสูรนามว่าไกกาสี หรือคนไทยรู้จักกันในนามนางรัชฎาในเรื่องรามเกียรติ์ แต่เพราะนางถือกำเนิดบุตรในเวลาฤกษ์ร้าย ลูกที่เกิดมาจึงมิได้ให้คุณนำแต่เรื่องเลวร้ายมาให้ ซึ่งบุตรที่เกิดมานี้คือทศกัณฐ์นั่นเอง เมื่อแรกเกิดร้องไห้ด้วยคำว่า “กระหาย” พระพรหมจึงจัดหาที่อยู่ตามเสียงร้องนั้น โดยให้ไปคอยคุ้มครองปกป้องแหล่งน้ำต่างๆ บนโลก ทั้งบนเกาะ ป่าชายน้ำรวมไปถึงห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ทศกัณฐ์ถึงได้ถูกส่งตัวไปปกครองรักษาเมืองอยู่ที่กรุงลงกาด้วยประการอย่างนี้ จากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวอีกมากมายดังปรากฏอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ พวกรากษสนั้นดูเผินๆ แล้วคล้ายพวกยักษ์ แต่มิใช่ยักษ์เป็นคนละพวกกัน และถ้าหากนำมาอยู่รวมกันจะดูคล้ายคลึงกันมากจนบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกัน รากษสมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือชอบรบกวนพวกพราหมณ์ที่ประกอบพิธีเนื่องจากพวกนี้ไม่ชอบฟังเสียงสวด ส่วนคำว่ารากษสมีรากศัพท์มาจากคำว่ารักษะคือการรักษาปกป้อง บางตนก็มีที่สถิตอาศัยอยู่ในน้ำเรียกกันว่าผีเสื้อน้ำ หรือก็คือผีเสื้อสมุทรหนึ่งในตัวละครเอกที่ท่านสุนทรภู่นำไปเขียนในเรื่องพระอภัยมณีนั่นเอง และถึงแม้ว่าพวกนี้จะไม่ชอบฟังเสียงสวดแต่ประการใดพวกรากษสกลับมีจิตใจนับถือในพุทธศาสนา อย่างเช่นในเรื่องธรรมบท (คัมภีร์พุทธศาสนาตอนหนึ่ง) คงมีเรื่องเล่าอยู่ว่า มีรากษสตนหนึ่งเป็นผู้รักษาสระน้ำแห่งหนึ่งได้รับข้อเว้นไว้ว่า ถ้าชนผู้รู้เทวธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นถ้าชนเหล่าใดลงสู่สระนี้เจ้าย่อมได้เพื่อเคี้ยวกินชนเหล่านั้น นับจากนั้นมารากษสตนนี้จะถามไถ่เทวธรรมแก่ชนผู้ลงมาสู่สระนี้ และไม่เคยมีผู้ใดรู้ในเทวธรรมนั้นเลย จึงได้เคี้ยวกินมนุษย์เหล่านั้นเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์แสดงเทวธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงตนเป็นผู้ประพฤติในเทวธรรมนั้นด้วย ตามความหมายคือมิใช่รู้แต่เทวธรรมเท่านั้นหากต้องเป็นผู้ทำตามธรรมนั้นได้ด้วย เทวธรรมนั้นคือธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา มีหิริคือความเกรงกลัวต่อบาป และโอตัปปะคือความละอายต่อบาป เป็นสิ่งที่ห้ามบาปอันเป็นเครื่องทำให้ประพฤติชั่วมิให้เกิดมีขึ้นในใจ จึงจะคงความเป็นเทวดาไว้ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นพวกอสูรที่ชั่วร้ายไป สำหรับกุมภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายนี้มีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ ท้องโต ตาโตแดงก่ำ นุ่งผ้าสีแดง ซึ่งหลายคนคงคิดไม่ถึงเลย ดั่งที่คัมภีร์ทีปกสารว่ากันว่าเป็นบริวารของพญายม เหตุว่ากุมภัณฑ์กลุ่มนี้คือยมบาลนั่นเอง มีที่สถิตอาศัยอยู่ในภูมินรกดำรงหน้าที่ลงโทษสัตว์ในนรกต่างๆ ตามวาระกรรมที่สัตว์นั้นกระทำไว้ วิญญาณต่างๆ ที่เคยไปตกนรกถึงได้กลัวกุมภัณฑ์กันนัก เมื่อยามมาเกิดบนเมืองมนุษย์ถึงไม่ค่อยอยากรู้เรื่องของพวกยมบาลกันนักหรอก ในโบราณกาลกล่าวว่าพวกที่ไปเกิดเป็นยมบาลนั้นเมื่ออยู่เมืองมนุษย์จะสร้างบุญและบาปเท่ากัน ครั้งนำไปชั่งความดีความชั่วแล้วจะถูกส่งไปสถิตยังภูมินรก แต่มีหน้าที่เป็นนายนิรบาลไม่ได้รับผลกรรมแต่ก็มิได้เสวยสุขคติด้วยประการใดๆ
ส่วนผู้เป็นบดีหรือผู้ปกครองกุมภัณฑ์คือหนึ่งในสี่ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานามว่า “วิรุฬหก” เป็นใหญ่ทางด้านทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ นัยคัมภีร์อาฏานาฏิยปริตรว่าเป็นจอมเทวดาและจอมกุมภัณฑ์ ตามความเชื่อบางคติกล่าวไว้ว่าท่านคือผู้ปกครองครุฑและนกด้วย และเพราะท่านมีเทพกลุ่มกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ซึ่งกุมภะแปลว่าหม้อ ฉะนั้นท่านจึงแสดงรูปกายสีขาว รูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนพ้อมใส่ข้าว ท้องป่องพุงใหญ่ หัวโต ฟันขาว เขี้ยวโง้วออกจากปาก ทรงอาภรณ์สีแดงเลือด มือซ้ายถือธนู ในเรื่องรามเกียรติ์กล่าวถึงรูปลักษณะว่าท่านมีใบหน้าและกายยักษ์สีขาบ บางตำราว่าสีเขียวขาบ บางแห่งว่าสีม่วงแก่ ปากแสยะ ตาโพลง บางตำราว่าตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค มีเครื่องประดับกายล้วนแต่นาคอันมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด มีหนึ่งหน้า สองมือ มีเหล่าอสูรเป็นบริวาร อาศัยอยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฏ ครองเมืองมหาอันธการ มักจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรที่เขาไกรลาสปีละเจ็ดครั้ง มีอยู่วันหนึ่งสำคัญผิดคิดว่าพระอิศวรประทับอยู่ข้างบนจึงถวายบังคมไปทุกขั้นบันได ถูกตุ๊กแกบนยอดเขาตัวหนึ่งล้อเลียน ด้วยความโกรธจึงถอดสังวาลนาคฟาดใส่กระทั่งตุ๊กแกแหลกละเอียดเพราะกำลังมหาศาลทำให้เขาไกรลาสเอียงทรุด ต่อมาทศกัณฐ์จึงเข้าไปผลักเขาไกรลาสให้ตั้งตรงดั่งเดิม รูปลักษณ์กายยักษ์ที่ว่านี้นิยมนำไปจำลองสร้างขึ้นและประดิษฐานไว้ตามสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เรื่องราวของท้าววิรุฬหกยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตามคัมภีร์พุทธนิกายจีนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับท้าววิรุฬหกไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก เริ่มจากว่าท่านเป็นมหาราชาผู้พิทักษ์ปกป้องพระธรรม นามเดิมคือผีหลิวหลี บ้างก็เรียกในชื่ออสูรว่าหมอลีซิง ภายหลังจากที่ได้ปวารณาตนเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงมอบหมายหน้าที่ในการคุ้มครองพระธรรมคัมภีร์ให้ปลอดภัย รวมทั้งให้พระธรรมขจรไกลสู่ดินแดนต่างๆ อย่างกว้างไกล ส่วนรูปลักษณะในการแต่งกายจะเหมือนเทพเจ้าของชาวจีนโดยทั่วไป คือทรงชุดนักรบสวมเกราะดั่งแม่ทัพ มีกายสีเขียวเข้ม(บ้างก็ว่าเป็นสีน้ำเงิน) พระหัตถ์ถือกระบี่วิเศษสีเขียวครามเรียกว่าชิงเฟิงเป่าเจี้ยน มีมหามนตราสามารถใช้เวทมนต์ให้บังเกิดเป็นเปลวไฟ มีพลังอำนาจอันร้ายแรงและกระบี่วิเศษของท่านนั้นยามใดที่สะบัดออกจะบังเกิดเป็นลมพายุโหมกระหน่ำ ดังนั้นความแหลมคมของตัวกระบี่จึงเป็นที่มาของความหมายประจำตัวท่าน เพราะคำว่าเฟิง ส่วนที่มาของชื่อกระบี่ก็ออกเสียงว่าเฟิง และลักษณะเมื่อยามสะบัดกระบี่กระทั่งบังเกิดเป็นพายุขนาดใหญ่ซึ่งมีความหมายของคำว่าเฟิงอีกเช่นกัน คำว่าเฟิงแปลว่าลม ในอักษรมงคลคำว่า เฟิงเถียวอวี่ซุ่น มีความหมายตรงตัวหมายถึงความสะดวกราบรื่นและสำเร็จดั่งใจหมาย

มาถึงบทสุดท้ายแล้วแต่มิใช่ท้ายที่สุด ชีวิตของมนุษย์เราอย่างไรก็ต้องดำเนินต่อไป การจะพบกับความสะดวกและความสำเร็จได้นั้นจะต้องหมั่นสร้างกุศลและประกอบอยู่ในศีลธรรมอันดี จึงจะพานพบกับสิ่งที่ตนปรารถนาได้ ดังนั้นแล้วเราท่านทั้งหลายอย่าท้อถอยต่ออุปสรรคที่มีอยู่ สักวันหนึ่งความสำเร็จในวันหน้าก็จะมีมา และในโอกาสวาระดิถีปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ ขอคุณพระรัตนตรัยรวมทั้งท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จงคุ้มครองคณะศิษย์วัดทุ่งยาวรวมทั้งผู้อ่านทุกท่านให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงประสิทธิ์สถาพรให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขสมหวังในหน้าที่การงาน ร่ำรวยเงินทองดั่งใจหมายทุกประการเทอญ

อ้างอิง : http://www.wattungyao.com