นิทานล้านนา เรื่อง ปู่ปันแน

0
3543

ในรัชสมัยที่นครพิงค์ยังมีเจ้าผู้ครองนครอยู่ ทุก ๆ สามปี เจ้าผู้ครองนครจะต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองไปเป็นบรรณาการให้ทางกรุงเทพฯ เป็นประจำ กาลครั้งนั้นอำนาจในการปกครองดูแลบังคับปัญชาประชาชนพลเมืองเป็นของเจ้าผู้ ครองนครแต่ผู้เดียว จึงเรียกท่านว่าพ่อเจ้าชีวิต

เมื่อใครกระทำผิด เช่น ลักพริก ลักมะเขือและผัก หากถูกจับได้จะถูกประหารชีวิตทันทีพ่อเจ้าท่านว่ามันเป็นคนเกียจคร้าน มีนิสัยเป็นผู้ร้ายจริง ๆ เขาปลูกเขาฝังทำไมไม่ปลูกฝังอย่างเขาบ้างกรณีลักช้าง ม้า วัว ควาย หากถูกจับได้ ท่านให้ปล่อยมันไป เพราะมันอยากใคร่ได้ อยากใคร่มี ( เล่าโดย รื่น โทเมฆ สำนักงานยาสูบ จังหวัดเชียงใหม่ )

ในคุ้มหลวงอันเป็นที่ประทับของพ่อเจ้าชีวิต จะมีข้าราชบริพาร นางสนมกำนัลและเขนคือ ตำรวจหลวงเฝ้ารักษาอยู่ นอกจากนั้นยังมีศิลปินผู้มีชื่อในทางเป่าปี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งคนทั่ว ๆ ไป เรียกกันว่า ‘’ ปู่ปันแน ” ในกระบวนเป่าปี่ด้วยกันแล้วทั่วทั้งนครพิงค์หาตัวจับแกไม่ได้

ไม่ว่าเพลงนั้นจะยากและยาวเท่าไร หากปู่ปันได้เป่าแล้ว แกจะเป่าได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเสียงปี่จะแจ้วเจื้อยติดต่อกันไม่ขาดเสียง เพราะแกสามารถระบายลมได้ เคยมีการแข่งขันเป่าปี่กันหลายครั้ง ปรากฏว่าปู่ปันชนะทุก ๆ คราว

ด้วยเหตุนี้ พ่อเจ้าชีวิตจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ปู่ปันเป็นข้าราชสำนัก เนื่องจากการเป็นศิลปินเอกทำให้ปู่ปันชอบทำอะไรตามใจชอบ พอว่างงานก็ดื่มสุรา ยิ่งดื่มก็ยิ่งเพลิน เวลาเมาแกจะเอะอะชกต่อยทะเลาะวิวาทกับชาวบ้าน ชาวบ้านเกรงกลัวอำนาจพ่อเจ้าจึงไม่อยากเอาเรื่อง

การที่ปู่ปันปฏิบัติเช่นนี้บ่อย ๆ ก็เลยเป็นนิสัย ดังนั้น เวลาปู่ปันเมาครั้งไรมักจะก่อเรื่องก่อราวขึ้นเสมอ ชาวบ้านบางคนทนไม่ได้ก็นำความกราบทูลกล่าวโทษต่อพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าลงโทษตักเตือนว่ากล่าวหลายครั้งหลายหน ครั้นจะลงโทษรุนแรงลงไปก็สงสาร

การที่พ่อเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ยิ่งทำให้ปู่ปันได้ใจและผยองตัวคิดว่าตนนั้นเป็น บุคคลสำคัญ แม้แต่พ่อเจ้าก็ไม่กล้าลงโทษหนัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่ปันเมาเหล้าเอะอะอาละวาดบริเวณบ้านหนองคำท้าทายชาวบ้าน ชาวบ้านพอเห็นปู่ปันเมาต่างพากันหลบเข้าบ้านเสีย ปิดประตูเงียบ

ปู่ปันเห็นชาวบ้านเข้าบ้านรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินเปะปะไปจนกระทั่งพบกองอิฐข้างถนน ปู่ปันดีใจตรงเข้าหากองอิฐนั้น คว้าเอาก้อนอิฐมาขว้างไปยังหลังคาบ้านบริเวณใกล้เคียง ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านเสียหายมากมาย เมื่อปู่ปันขว้างจนพอใจ ก็กลับคุ้มหลวงเหมือนไม่มีเหตุอะไร

ครั้นรุ่งเช้า ชาวบ้านได้รับความเสียหาย นำเอาความนี้ไปร้องเรียนต่อพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าชีวิตออกไปตรวจเหตุการณ์ที่เกิดเหตุทันที และเห็นว่าปู่ปันทำครั้งนี้เป็นความผิดอันใหญ่ จึงสั่งให้นำเอาตัวปู่ปันไปจองจำไว้ในคุก

พอดีขณะนั้นทางแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ช่วยกันจับกะเหรี่ยงผู้หนึ่ง ชื่อว่า พะสะกอ ในข้อหาว่าปล้นทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย พ่อเจ้าชีวิตสั่งให้นำตัวไปประหารชีวิต การที่จะนำเอาใครไปประหารชีวิตจะต้องนำเอาผู้นั้นตระเวนรอบ ๆ เมืองครบสามวันก่อน และป่าวประกาศมิให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง

ผู้ถูกประหารจะถูกจองจำครบ ๕ ประการ คือ เท้าใส่ตรวน เท้าติดขื่อไม้ โซ่ล่ามคอ คาใส่คอทับโซ่ และมือทั้งสองสอดเข้าไปในคาไปตอดไปติดกับขื่อที่ทำด้วยไม้ เขนนำพะสะกอแห่ไปรอบเมือง จนกระทั่งวันที่สาม อันเป็นวันสุดท้าย

ขบวนนำนักโทษประหารผ่านคุ้มหลวงอันเป็นที่ประทับของพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าชีวิตเห็นผู้คนมากมายรู้สึกสงสัย จึงถามข้าราชบริพารว่า ‘’ ชาวเมืองเขาดูอะไรกันนั่น ‘’ ข้าราชบริพารกราบทูลว่า ” เขานำตัวกะเหรี่ยงชื่อ พะสะกอ ไปประหารชีวิตพะย่ะค่ะ ‘’

เจ้าหลวงระลึกถึงปู่ปันแนได้ว่า มันประพฤติผิดโทษร้ายแรงสมควรที่จะลงโทษไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อ ไป พ่อเจ้าจึงบอกให้เขนว่า ‘’ เอ่อ บอกเปิ้นรอกำ ขอฝากปู่ปันแนไปคน

เต๊อะ ”( เออ บอกให้เขารอประเดี๋ยว ขอฝากตาปันไปคน )

ขบวนประหารได้นำผู้ต้องโทษทั้งสองไปประหารยังตำบลท่าวังตาล เมื่อประหารเสร็จแล้วก็นำความมากราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ เรื่องราวของปู่ปันแนศิลปินเป่าปี่ก็อวสานลงด้วยอาญาของพ่อเจ้าชีวิต แม้ว่าพระองค์จะเสียดายสักเท่าไรก็ตาม แต่เมื่อผิดกฎหมายแล้วก็ต้องปฏิบัติไปอย่างเที่ยงธรรม

พ่อเจ้าชีวิต หมายถึง ผู้มีอำนาจเด็ดขาด สามารถสั่งประหารชีวิตได้ทันที

คุ้มหลวง
หมายถึง วังที่เจ้าผู้ครองนครประทับ

แน คือ ปี่พื้นเมือง

พ่อเจ้า หมายถึง ผู้ครองนคร

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันสันดานคนพาลนั้น เมื่อรู้ว่ามีคนคอยปกป้องแล้วย่อมได้ใจ และจะพาลหนักขึ้น

การเป็นใหญ่จะต้องปฏิบัติอะไรให้เสมอหน้ากัน อย่าเลือกปฏิบัติให้เสียความเป็นธรรม

คติ

‘’ ได้ดีแล้วอย่าลืมตัวเหมือนกิ้งก่าได้ทอง ”

 

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”