ผีโพง

0
1748
ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง

ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง

ผู้ที่เป็นผีโพง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ เช่นเดียวกับผีกระสือ, ผีกระหัง หรือผีปอบ

คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อผีโพงกลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่บันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ จนรุ่งเช้า มีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้นเมื่อคนที่ร้ายมัน พลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน

ผีโพง จะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อย จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตก มักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆ บางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้ามีคนตามรอยผีโพงไป ก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร ผีโพงมักจะบอกว่า “มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้” และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร ผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ (ถ่านมี่ คือถ่านสีดำ ที่ใช้ก่อกองไฟในครัว) ให้กล้ายเป็นทองคำ แล้วเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปาก หรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้าย หรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน

เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อ ว่าใครเป็นผีโพง ถ้าเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้าน โดยใช้ ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน
ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก

โดยปกติแล้ว ผีโพงจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้าหากถูกคุกคามก็จะจู่โจมทำร้ายได้เช่นกัน หากมีผู้ใดไปทำอะไรให้ผีโพงไม่พอใจ ผีโพงจะใช้ก้านกล้วยที่ตัดใบออกหมดหรือคานคาบของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้านผู้นั้น ซึ่งครอบครัวของผู้ที่โดนขว้างจะพบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา

ผีโพงจะตายได้ เมื่อมีผู้ไปพบปะกับผีโพงเข้าอย่างจัง และทักว่าผีโพงแท้จริงแล้วคือใคร หากผ่านพ้นมาได้หนึ่งวันแล้ว ผู้ที่เป็นผีโพงจะตาย

ผีโพงสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ ด้วยพ่นน้ำลายใส่หน้าหรือมีใครไปกินน้ำลายของผีโพงเข้า

ผีโพลง หรือ ผีโพง เป็นผีของไทยภาคเหนือ ขุนมหาวิชัย ได้เล่าไว้ว่า ผีโพงเรียกว่าผีกระสือ ผีชนิดนี้มักเกิดแต่คนที่มีว่านยาอันแรงคล้ายกับผีปอบ และมันมักติดแปดผู้อื่นได้ เป็นต้นว่า มันถ่มน้ำลายถูกผู้ใด ผู้นั้นมักกลายเป็นผีโพงเหมือนผู้ที่เป็นแล้ว หรือถ้ามันไม่ชอบผู้ใด แล้เอาไม้คานหาบน้ำของแม่หม้ายไปขว้างข้ามหลังคาเรือนแล้ว มักทำให้ผู้นั้นฉิบหาย กริยาที่ผีโพลงชอบ คือ ฝนตกพรำ มันมักออกหากินพวกของโสโครกในเวลาดึก และมักจะเที่ยวด้อมๆ มองๆ ตามใต้ถุนเรือน ที่มีผู้หญิงอยู่ไฟ เขากล่าวว่า ผู้หนึ่งได้เห็นผีโพง มาเที่ยวหากินที่ใต้ถุน เขาจำหน้าได้ว่าเป็นคนนั้นแน่ เขาจึงเอาหอกซัดพุ่งลงไป ถูกที่กลางหลัง เขาเข้าใจว่า ผู้นั้นคงจะตาย และเมื่อเวลาเช้า ได้ไปตรวจดูที่บ้านคนนั้น ก็เห็นคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ บาดแผลก็ไม่มี เขานึกประหลาดใจเป็นอันมาก จึงไปดูในสวนของผู้นั้น เห็นหอกปักอยู่ที่กอว่าน ติดอยู่กับหัวว่าน ที่ผู้นั้นปลูกไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงเห็นว่า ผีโพงเกิดจาก ผู้ที่มีว่านยาอันแรงร้าย ว่านอันแรงร้ายนั้น มักจำแลงเป็นรูปเจ้าของไปได้ (จะจริงเท็จฉันในไม่แจ้ง) ผีโพงนี้ ไม่ได้รบกวนและทำอันตรายแก่มนุษย์ โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย พระคุณเจ้าลานนาศรีโหภิกขุ เล่าว่า ท่านได้เห็นดวงไฟดวงหนึ่งเคลื่อนไหวไปมาในตอนกลางคืน ขณะที่ฝนตกพรำๆ ท่านได้เฝ้ามองอยู่เป็นเวลานาน และเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้น คือ ผีโพง ท่านเล่าต่อว่า มีชาวบ้านหลายคนเคยเห็นผีโพง เขาว่ามันเป็นคนเราดีๆนี่เอง แต่ออกหากินกบ เขียด หรือของคาวจัดในเวลาดึงสงัด และมีแสงเรืองออกทางจมูก แสงของผีโพงนั้น จะหยดลงสู่พื้นดินเหมือนเวลาเราเขี่ยไต้ มันชอบออกล่ากบ เขียดตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็ใส่ปากดูดกินแต่คาวแล้วขว้างทิ้ง พวกชาวบ้านเล่าว่า เคยเห็นผีโพงในระยะประชิดตัวเหมือนกัน ยืนยันว่า ผีโพงก็เป็นคนธรรมดานี่เอง มีอาการทุกอย่างครบ ๓๒ แต่ผิดแผกจากคนธรรมดาก็ตรงที่มันชอบล่า กบ เขียด กินในเวลาค่ำคืน และมีแสงออกที่จมูก เมื่อมีคนพบมันเข้า ผีโพงจะอ้อนวอน ขอร้องว่า อย่าได้พูดไป เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง

ผีโพงที่เป็นผู้ชาย เวลาออกหากินมักจะสะพายดาบติดตัวไปด้วย เมื่อจวนตัวเข้าจริงๆ มันก็จะทำร้ายเอาเหมือนกัน บางตัวที่เป็นมานานปีก็ฉลาด พกเอาไฟฉายไปด้วย เวลามีคนมาพบเข้า จะได้แก้ตัวได้ว่า มาหาปลา หากบ ถ้าไปทำอะไรให้ผีโพงแค้นเคืองแล้ว มันจะอาฆาตพยาบาท และพุ่งด้วยก้านกล้วยถึงตายได้ ถ้ามันพุ่งข้ามหลังคาบ้าน ก็จะพากันฉิบหายวายวอด ตามธรรมดาชาวบ้านถือกันว่า คนที่เป็นผีโพงนั้น เนื่องมาจากวิบากกรรมของเขาเอง พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครสนใจ เพราะผีโพงไม่ทำอันตรายและไม่เป็นภัยต่อใครๆ

ชาวบ้านพบเห็นผีโพงครั้งสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นอีก

อ่านตำนานผีเรื่องอื่น ๆ ได้ที่นี่  ผีก่ะ